เรื่องสั้นเรื่องที่สาม
2009-04-28 15:05:05
ตะเกียงเจ้าพายุที่มุมห้อง
เสียงฝีเท้าดังขึ้นเรื่อยๆ เด็กสาววัยสิบหก นั่งกอดเข่า ตัวเกร็ง
แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เธอขดตัวอยู่ในห้องเล็กๆที่มืดสนิท
ไม่มีแม้แสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนตรงมุมห้อง
เธอเป็นคนดับมันเอง...
"นั่นใคร" เสียงเด็กสาวถามขึ้น แต่ไม่มีเสียงตอบกลับใดๆ
ประตุห้องเปิดออกอย่างช้าๆ แสงสว่างจากภายนอกทำดวงตาเธอพร่าไปหมด
ม่านตาเบื้องหน้าค่อยๆคลี่ออก ภาพแรกที่เธอเห็นคือชายสองคนในมือถือไฟฉาย
กำลังส่องหาอะไรบางอย่าง
'แป๊ะ' ไฟในห้องสว่างขึ้น เผยให้เห็นร่างทั้งสองอย่างชัดเจน ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด
ผิวเข้ม ไหล่ผาย กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยสิวเกรอะกรัง กับชายวัยรุ่น รูปร่างอ้วน หัวล้าน น้ำลายไหลย้อยจากมุมปาก แววตาบ่งบอกถึงความกระหายอย่างที่สุด
"คนนี้ผมขอก่อนแล้วกันนะพี่" ชายวัยรุ่นพูดพลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
"เออ ได้ เร็วๆหล่ะมึง"
"ครับพี่"
เสียงหัวเราะที่แฝงไว้ซึ่งตัณหาของทั้งคู่ฟังแล้วสยดสยองไม่แพ้รูปกายภายนอก
"มึงจะทำอะไรกู" สาวน้อยตะโกนถามด้วยความกลัว
"ไอ่ห่า ยังจะถามอีกนะ หน้าตาอย่างมึงก็ไม่น่าโง่ ผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ในห้องเปลี่ยวๆสองต่อสอง เค้าคงมานั่งคุยกันหรอก"
แววตาของเธอมืดมนกว่าเก่า
"กูจะเอามึง" เป็นคำพูดประโยคสุดท้ายที่เธอได้ยินจากปากชายคนนั้น
เธอสะดุ้ง หัวใจเธอเต้นถี่ยิบ สมองเธอคิดอะไรไม่ออกนอกจากต้องหนีไปจากที่นี่ให้ได้
หญิงสาวกวาดสายตาไปรอบๆ ไม่มี เธอเพิ่งสังเกตว่าห้องนี้ไม่มีหน้าต่าง ประตูไม้บานนั้นจึงเป็นทางเข้าออกเดียว
"พี่อย่าทำหนูเลย ช่วยด้วย" หญิงสาวแผดร้องสุดเสียง หวังว่าหากนี่เป็นนิยายน้ำเน่า
คงจะมีใครสักคนได้ยิน และเข้ามาช่วยเธอให้รอดเงื้อมมือปิศาจตนนี้
แต่นี่ไม่ใช่นิยายน้ำเน่า . . .
พลันรู้สึกตัว ท่อนแขนใหญ่ฟาดเข้าที่ใบหน้าของเธออย่างแรง เธอทรุดตัวลง เลือดไหลซิบที่มุมปาก ชายผู้นั้นยิ้มเยาะ น้ำตาพรั่งพรูออกมา หญิงสาวทั้งเจ็บปวดและหวาดกลัว
"อย่า. . . อ. . ย่าทำ" เสียงเธอสั่นเครือ
ชายหนุ่มพลิกร่างของเธอหงายขึ้น ตอนนี้ไม่มีใครหยุดเขาได้ เขารู้สึกภูมิใจที่สยบเธอได้ ตัณหาของเขาพลุ่งพล่านเหมือนน้ำเดือด เขาทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
เขายื่นมือฉกกระโปรงของเธอขึ้นจนเห็นขาขาวเนียน ไร้การตอบโต้ใดๆ
เขาค่อยๆลูบไล้ขาของเธอ สูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนบรรจงจุมพิตที่ต้นขา เธอครางเบาๆ
ใบหน้าซุกไซ้ทั่วเรือนร่างของเธอจากขาอ่อนผ่านหน้าอกและหยุดลงที่ต้นคอ
มือทั้งสองเลิกเสื้อสีขาวแนบเนื้อของเธอขึ้น ชั้นในชิ้นน้อยค่อยๆหลุดร่วงจากตัวเธอมากองบนพื้น เป็นอีกครั้งที่เขามีความสุขกับเธอเหลือเกิน มือเขาบีบขยำหน้าอกของเธอราวกับเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้สัมผัสมัน เขาปลดกระดุมกางเกงออก ร่างชายหนุ่มกดทับบนร่างของเธอ หญิงสาวครางอย่างไม่เป็นจังหวะ บอกให้รู้ว่าเธอยังคงสะอื้นไห้ด้วยความเจ็บปวด กลิ่นหอมของเด็กสาวแรกรุ่นทำให้อารมณ์ของเขาเตลิด เขาหายใจแรงขึ้น ปล่อยความเคลื่อนไหวไปอย่างอิสระ รุนแรงและอ่อนโยน รวดเร็วและเชื่องช้า
การเคลื่อนไหวเริ่มเร็วขึ้นเหมือนรถไฟเคลื่อนไปตามราง เร็วขึ้นแต่เป็นจังหวะ
หญิงสาวเงียบสงบ เธอรู้สึกเจ็บแต่ไม่เปล่งเสียงใดๆ เพียงกัดริมฝีปาก
หากเป็นชายหนุ่มที่ส่งเสียงครางเป็นระยะ การเคลื่อนไหวยังดำเนินไป แรงขึ้น เร็วขึ้น ถี่ขึ้น
ชายหนุ่มครางเป็นครั้งสุดท้าย
แววตาของเธอเปลี่ยนไป ความหวาดกลัวกลายเป็นความทุกข์ทรมาน เธออยากออกไปจากที่นี่ ไปจากขุมนรกแห่งนี้
'ช่วงเวลาที่ผู้ชายมีความสุขที่สุด คือช่วงเวลาที่พวกเขาอ่อนแอที่สุด' ใครคนนึงเคยบอกเธอไว้ เธอจำไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งคิดว่าใครบอก
เพียงวูบหนึ่งของการตัดสินใจ หญิงสาวฉวยโอกาสพลิกร่างเธอออกจากการกดทับนั้น
ดึงเสื้อผ้าลงก่อนวิ่งไปยังประตูอย่างรวดเร็ว เธอคว้าตะเกียงเจ้าพายุติดมือออกไป
พลันเปิดประตูออก เห็นชายอีกคนนั่งรอตรงบันได 'เปรี้ยง!' เธอฟาดเขาที่หัวสุดแรง เขากลิ้งตกบันได้ไปพร้อมๆกับตะเกียงตัวนั้น เธอเริ่มวิ่งอีกครั้ง
'อีกกี่ชั้น กี่ชั้นกันนะ กว่าฉันจะหลุดพ้นจากนรกแห่งนี้' เธอคิด
เธอวิ่งต่อไป หนึ่งชั้น สองชั้น สามชั้น. . .
แสงสว่าง แสงสว่างอยู่ข้างหน้า เธอสังเกตเห็นประตูไม้บานใหญ่ห่างจากเธอเพียงเล็กน้อย
มีคนยืนอยู่ตรงนั้นหลายคน เป็นผู้หญิง? ฉันขอให้เป็นผู้หญิง ฉันเกลียดผู้ชาย ผู้ชายมันเลวบัดซบ
"ช่วยด้วยคะ ช่วยหนูด้วย" เธอตะโกนสุดเสียงแต่ไม่ดังเท่าครั้งแรก เธอวิ่งตรงไปยังแสงนั้นด้วยความหวัง สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เธอด้วยความประหลาดใจ ภาพที่ปรากฎตรงหน้าทำให้เธอหยุดวิ่ง เธอโล่งอก "พ่อ" น้ำตาละลายความข้นของเลือดให้จางลง ใบหน้าของพ่อก็ทำให้ความหวาดกลัวของเธอจางหายไปเช่นเดียวกัน
"พ่อคะ ช่วยหนูด้วยนะคะพ่อ"
"อีนี่ เป็นอะไรของมึงวะ ทำงานวันแรกก็สร้างความเดือดร้อนให้กูเลยนะ ทีกับแฟนมึง มึงยังเอาได้ แล้วแค่นี้มึงจะวิ่งหนีหาอะไรวะ ผมต้องขอโทษแทนลูกผมด้วยนะครับเฮีย เฮ่ย! ไอ้ลูกไม่รักดี"
"โอ่ยๆ ไม่เป็นไร ฤทธิ์เยอะแบบนี้อั๊วชอบ สะใจดี เดี๋ยวอั๊วจ่ายให้ลื้อเป็นสองเท่าเลย"
"ขอบคุณมากเฮีย" ชายที่เธอเรียกว่า 'พ่อ' ก้มหน้านับเงินแล้วเดินจากไป
"เอ้า พวกมึงมาจับมันไปสิ"
"ไปไว้ไหนเฮีย"
"ก็ห้องเดิมนั่นแหละ กับตะเกียงเจ้าพายุของพ่อมัน"
สาวน้อยนั่งมองตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนตรงมุมห้อง
เธอจำได้ว่าที่บ้านมีตะเกียงเจ้าพายุแขวนอยู่ มันเป็นสมบัติชิ้นท้ายๆในบ้าน พ่อรักมันมากกว่าอย่างอื่น ตอนเธอเด็กๆ พ่อเคยเล่าให้ฟังว่า "มันเป็นตะเกียงโบราณอายุเป็นร้อยปี อีกอย่างมันเป็นของดูต่างหน้าแม่ แม่ทิ้งไว้ให้ก่อนแม่ตาย เคยมีคนมาขอซื้อราคาหลายแสนพ่อก็ไม่ขาย พ่อรักมันเหมือนที่รักลูก รักยิ่งกว่าชีวิต ถึงจะอดอยากแค่ไหนพ่อก็ไม่ขาย" . . .
28/04/52